กิน กิน กิน เรารู้คุณก็ชอบ "กิน"
|
|
You are not logged in.
|
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โดย กินกินกิน ดอท คอม อนุญาตให้ใช้ได้ภายใต้เงื่อนไข แสดงที่มา ไม่ใช้เพื่อการค้า ไม่ดัดแปลงต้นฉบับ |
อาหารอเมริกัน , American food


นิค ยังกล่าวอีกว่า นอกจากร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกแล้ว ก็อาจเป็นเพราะว่าไลฟ์สไตล์ของคนอเมริกันในยุคนี้ ไม่นิยมทำอาหารรับประทานเอง แต่กลับหันมาหาทางลัดประเภทอาหารอุ่นไมโครเวฟกันมาก “แต่จริงๆ แล้วเดี๋ยวนี้ สำหรับคนรุ่นใหม่ ความคิดในเรื่องของอาหารก็ swing กลับ กระแสความตื่นตัวในเรื่องอาหารสุขภาพนี่ ความจริงเป็นแนวคิดที่เริ่มต้นมาจากอเมริกานะครับ เพียงแต่คนอเมริกันเองส่วนใหญ่อาจจะมีพฤติกรรมแบบเดิมๆ อยู่”
อาหารอเมริกันแบบที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็น “อาหาร” ทั้งยังสร้างชื่อเสียงให้เมืองลุงแซมนั้น มีอยู่มากมายหลายอย่าง สำนักข่าวเอ็นบีซีของสหรัฐยังเคยรวบรวม “ท็อปเทน” สุดยอดอาหารที่มีต้นกำเนิด และสร้างชื่อให้อเมริกาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในยุทธจักรอาหาร ได้แก่ ...
1.ซุปหอยแบบนิวอิงแลนด์ โด่งดังมากในแมสซาชูเซตส์ 2.พาสตรามี เนื้อวัวอบใส่เครื่องเทศ (มักใช้เนื้อบริเวณหัวไหล่) จากนิวยอร์ก 3.พายชูฟลาย (อ่าน ชูฟลาย) พายผลไม้ตำรับเพนซิลเวเนียดัตช์ 4.แฮมสมิธฟิลด์แห่งรัฐเวอร์จิเนีย นำตำรับมาจากสเปน อาศัยหมูทั้งขามารมควัน แล้วค่อยๆ เฉือนรับประทานสดๆ 5.โปบอยส์ หน้าตาคล้ายๆ ฮอตด็อก แต่เปลี่ยนไส้ในเป็นกุ้งหรือปูตัวเล็กๆ (หรือปูนิ่ม) เป็นอาหารขึ้นชื่อของนิวออร์ลีนส์
ตามมาด้วยจานที่ 6.ฟาฮีตาส์ หรือรู้จักดีในฉายา “อาหารคาวบอย” ปกติมักจะเป็นลักษณะสเต๊กเนื้อปรุงรส ห่อด้วยแป้งตอร์ติลยา แต่ภายหลังดัดแปลงเสิร์ฟในกระทะร้อน รับประทานแนมกับแผ่นแป้งตอร์ติลยา และอาจเพิ่มแมชโปเตโต นิยมในเทกซัส 7.ฮอตด็อกแบบชิคาโก ณ มลรัฐอิลลินอยส์ 8.ชิล แวร์ด ซอสหรือสตูที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ โดยเฉพาะพริกสด ทั้งพริกเขียวและพริกแดงอันเป็นที่ชื่นชอบของรัฐนิว เม็กซิโก 9.ขนมปังซาวร์โด ของขึ้นชื่อซานฟรานซิสโก และ 10.หอยนางรมโอลิมเปีย รัฐวอชิงตัน
เนื่องเพราะอเมริกาเป็นดินแดนในฝันของผู้อพยพมากมายจากทั่วโลก ที่มุ่งหน้าไปตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 อาหารอเมริกันจึงเต็มไปด้วยความหลากหลายของกลิ่นอายแห่งหลากเชื้อชาติและวัฒนธรรม
ผู้นำเข้าสินค้าสหรัฐคนเดิมเสริมว่า อาหารอเมริกันนั้นได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์จากนานาประเทศ ที่สำคัญอันดับต้นๆ ก็คือ ยุโรป จากผู้อพยพมาแสวงหาความหวังใหม่ ทั้งอังกฤษ ไอริช อิตาลี ฮอลแลนด์ เยอรมนี รัสเซีย ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีอิทธิพลอย่างสูงจากเอเชีย “เรามีไชน่าทาวน์ที่ใหญ่มากในหลายๆ เมือง อย่าง กรุงนิวยอร์ก ลอสแองเจลิส ส่วนที่แคลิฟอร์เนียก็เป็นต้นกำเนิดของแคลิฟอร์เนียมากิ คุณใส่สาหร่าย ใส่ไข่กุ้ง ปรุงแบบอาหารญี่ปุ่น แต่เติมอโวคาโด ซึ่งเป็นผลไม้ฝรั่งเข้าไป และก็เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพด้วย”
นอกจากนี้ อาหารจากแคริบเบียน ฮาวาย และอเมริกาใต้ ต่างก็มีอิทธิพลต่อกำเนิดของอาหารอเมริกัน ซึ่ง ณ เบื้องแรกก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอาหารแนวฟิวชัน ต่อเมื่อหลายร้อยปีผ่านไป วัฒนธรรมที่เข้มแข็งของประเทศอันยิ่งใหญ่ ก็สร้างสมจนกลายเป็น “ออริจินัล” ของอาหารอเมริกันไปในที่สุด
ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่หากผ่านกาลเวลามาถึงปัจจุบัน อาหารอเมริกันดั้งเดิมจะผิดเพี้ยนจากกลิ่นอายต้นฉบับแบบยุโรป เอเชีย แคริบเบียน หรืออเมริกาใต้ไปไกลโข ด้วยผ่านการปรับใช้ อาศัยวัตถุดิบแปลกใหม่แทนสิ่งที่เคยมีในประเทศต้นตำรับเดิม แต่หาไม่ได้ในอเมริกา ก่อนจะกลายเป็นจานเลิศรสที่โด่งดังเป็นพลุไม่แพ้อาหารคลาสสิกอย่าง อาหารฝรั่งเศส จีน หรืออินเดีย
อาหารอเมริกันที่ปรับรูปแบบจากการผสมผสานหลากหลายวัฒนธรรม กลายเป็นอาหารอเมริกันดั้งเดิมที่หยั่งรากอย่างมั่นคง ก็หลังจากวิฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงในสหรัฐ หรือ The Great Depression ช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 ทำให้มีการสร้างมาตรฐานอาหารอเมริกันขึ้นอย่างเป็นหลักเป็นฐาน จากนั้นมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกหน ก็ช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการสร้างสรรค์อาหารสำหรับทหารอเมริกันที่ไปสงคราม ทั้งในยุโรป ออสเตรเลีย และเอเชีย
“อเมริกาได้เปรียบมาก ตรงที่เป็นแหล่งผลิตวัถุดิบสำหรับประกอบอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก” นิคให้อรรถาธิบายต่อว่า อเมริกามีวัตถุดิบที่ดีๆ และมีชื่อเสียงมากมาย “เนื้อวัวที่ดีที่สุดอยู่ที่อเมริกา เรามีไก่งวงที่ดีที่สุดสำหรับวันขอบคุณพระเจ้า แล้วก็ยังมีผลไม้และผักสดๆ ใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แอปเปิล เชอร์รี องุ่นแดง และอเมริกาก็ยังเป็นแหล่งผลิตพืชประเภทข้าวมากมาย ซึ่งทำให้ได้แป้งที่ดีที่สุด และยังจะช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงอีก... เรื่องดีหรือไม่ดีต่อสุขภาพ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกรับประทานอะไรมากกว่า”
นิค เพิ่มเติมด้วยว่า ในแต่ละท้องถิ่นของอเมริกาสามารถจะเลือกรับประทานอาหารหลากหลายที่ไม่ซ้ำกัน บางแห่งเด่นที่อาหารจีนอเมริกัน อิตาเลียนอเมริกัน อาหารมิดเวสต์ เพนซิลเวเนียดัตช์ เปอร์โตริกัน เท็กซ์เม็กซ์ (เทกซัสเม็กซิกัน) เป็นอาทิ
หากให้ยกตัวอย่างอาหารที่พูดปุ๊บบ่งบอกความเป็น “อเมริกั๊นอเมริกัน” เขาว่า น่าจะเป็น... “บาร์บีคิว ไก่งวง แซนด์วิช พิซซาหนานุ่ม ฮอตด็อก ไก่ทอดทาร์ทันสไตล์ (แบบเคเอฟซีนั่นเอง) สเต๊ก (เนื้อ) โคลสลอว์ ข้าวโพดทาเนยปิ้ง (Corn on the cob) สตรอเบอร์รี เชอร์รี”
นอกจากที่นิคกล่าวไปแล้ว ยังมีอาหารอีกมากมายหลายชนิดที่คุ้นหูคุ้นตา หลายจานที่ไม่น่าเชื่อว่า เป็นต้นตำรับดั้งเดิม มีต้นกำเนิดจากดินแดนลุงแซมนี่เอง ไม่ว่าจะเป็น บราวนี บัฟฟาโลวิงส์ (น่องไก่เล็กๆ อบซอส) โดนัต ครีมชีส แพนเค้ก เนยถั่ว ไอศกรีมโคน ป๊อปคอร์น ฯลฯ
ว่าแล้ว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายสินค้าต่างประเทศและเครื่องดื่มไวน์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กลัวเห็นภาพไม่ชัดของอาหาร
อเมริกัน ก็เลยสวมผ้ากันเปื้อน จัดการปรุงอาหารอเมริกันจากวัตถุดิบที่นำเข้ามาจากประเทศมหาอำนาจโลกให้ชิมด้วยตัวเองถึง 3 จาน
เริ่มจาก สลัดไก่ย่างผลไม้ตามฤดูกาล (Grilled Chicken Salad with Seasonal Fruit) ที่ใช้ไก่ส่วนอกไร้หนัง ย่างพอสุก แต่อย่าให้แห้งเกินไป เตรียมน้ำสลัดที่มีน้ำส้มวีนีการ์ไวน์แดง น้ำมันพืช หอมใหญ่สับ มัสตาร์ดแบบที่ชอบ เกลือ พริกไทย ผสมให้เข้ากัน จัดจานโดยนำผักกาดแก้วใบโตวางรอง แล้วหั่นผักกาดแก้วที่เหลือลงในชามผสมอาหาร เติมสตรอเบอร์รีสด และถั่วพีแคนที่คั่วแล้ว ใส่น้ำสลัดที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จาน แล้วนำไก่ย่างหั่นพอคำวางด้านบน ราดน้ำสลัด พร้อมเสิร์ฟ
จานต่อมาเป็น เนื้อสเต๊กเทนเดอร์ลอยน์ไวน์แดง (Beef Tenderloin in Red Wine) ซึ่งนิคสาธิตการรับประทาน 2 แบบ คือ เนื้อย่างกับเนื้อต้มไวน์แดงตามชอบ ส่วนผสมมีเนื้อส่วนเทนเดอร์ลอยน์ (บริเวณกลางหลังของวัว) ไวน์แดง ก้านเซเลอรี แครอต หอมแดง เบย์ลีฟ ใบไทม์ โรสแมรี เม็ดพริกไทยดำ เกลือ พริกไทย ซูกีนี
จานนี้ต้องเตรียมน้ำสต๊อกเนื้อเอาไว้ เพื่อจะนำมาทำซอสไวน์แดง เคี่ยวพร้อมกับก้านเซเลอรี แครอต หอมแดง เบย์ลีฟ ใบไทม์ โรสแมรี เม็ดพริกไทยดำ ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ถ้าชอบเนื้อแบบต้ม ก็นำเนื้อใส่ลงไปต้มกับน้ำซอสได้เลย ส่วนถ้าชอบเนื้อย่างก็แยกเนื้อไปย่างจนได้ที่ตามต้องการ ซึ่งจะได้ความแตกต่าง อย่างกลิ่นของเตาย่าง ขณะที่รสชาติของเนื้อเทนเดอร์ลอยน์จะหวานนุ่มปานๆ กัน สำหรับแครอต หอมแดง ซูกีนี นำไปต้มจนหวานกรอบ จัดใส่จานแล้วราดซอสไวน์แดงลงบนเนื้อ รับประทานได้เลย
ปิดท้ายด้วยของหวานจานเด็ด เฮอร์ชีย์ส เบสต์ บราวนีส์ (Hershey’s Best Brownies) เตรียมเนยจืด น้ำตาล วานิลลาสกัดเข้มข้น ไข่ ผงโกโก้เฮอร์ชีย์ แป้งอเนกประสงค์ เกลือ ถั่วพีแคน ตีให้เข้ากันแล้วเทใส่ถาดเข้าเตาอบ รอให้เย็นแล้วนำเข้าตู้เย็นราวครึ่งชั่วโมง เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมรสชาติโปรด








Links:
เมนูอาหาร | สูตรอาหาร | ทำอาหาร
Other Links:
หาเพื่อน | hi5 | facebook |
แฟชั่น |
Fashion |
uniform |
ยูนิฟอร์ม | Tablet |
แท็บเล็ต |